กลายเป็นกระแสดราม่าขึ้นมาเลยทีเดียว ที่ก่อนหน้านี้ “ซาร่า คาซิงกีนี” ออกมาพูดเรื่องเงินค่าเลี้ยงดูที่ “ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” ให้กับ “น้องแม็กซ์เวลล์” เป็นจำนวนเงิน 3 หมื่นว่าไม่พอ ทำให้คนเข้ามาวิพาษณ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุดเจ้าตัวก็มางานประกวด Mister Supranational Ratchaburi ประจำปี 2017 ก็เลยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

loading...

“จริงๆ เราก็ไม่ค่อยอยากพูดค่าเลี้ยงดูเท่าไรเพราะพูดมาเป็นปีแล้ว ไมค์เขาพูดเงินจำนวนนี้ก็จะเกิดดราม่าอยู่เรื่อยๆ พอเขาพุดก็จะมองว่าให้น้อย แต่พอเราพูดก็จะมองว่าเยอะแล้ว เราคิดว่ากระแสโซเชี่ยลสมัยนี้สังคมเราชอบที่จะวิจารณืคนอื่น มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายที่จะพูด บางคนเหมือนไม่ได้ติดตามมาตั้งแต่แรก อาจจะเป็นเพราะเรื่องพาดหัวข่าวด้วยเลยทำให้คนวิจารณ์กันไป แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่ซีเรียสตรงนั้นมากเพราะเราสองคนไม่ได้มีปัญหาอะไรกันกับตัวเงินจำนวนนี้ เราไม่เคยนั่งคุยเรื่องค่าเลี้ยงดูจริงๆ เราเป็นคนง่ายๆ แล้วแต่เขาจะสะดวกรับผิดชอบน้องยังไง

เรื่องของเรื่องคือเราไปร่วมงานโปรโมทละครแล้วพี่ๆ ถามว่าเงินจำนวนนี้พอไหม เราก็ตอบตามจริงว่ามันไม่พอแต่เราก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร กับคนอื่นเงินจำนวนนี้อาจจะพอในการเลี้ยงดูลูกแต่ไม่พอสำหรับ “น้องแม็กซ์เวลล์” เพราะไม่ใช่แค่ค่ากินอยู่เท่านั้นแต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย คนที่เป็นแม่แล้วเลี้ยงลูกจะเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายมันเยอะจริงๆ ส่วนตัวเราไม่ได้ไม่โฟกัสเงินที่ไมค์ให้แต่เราโฟกัสที่เราหาเงินเองเป็นหลัก เราต้องเลี้ยงเขาจนโต เราจะดูว่าพอไหมถ้าไม่มีพ่อเข้ามาช่วย แล้วก็เก็บเป็นเงินเสริมให้น้อง ด้วยความที่เราสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันเราเลยไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ช่วยตรงนี้จนถึงเมื่อไร ก็เลยไม่อยากโฟกัสตรงนั้น ถามว่าเหนื่อยไหมเพราะเหมือนเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เราคิดว่าทุกอาชีพเหนื่อยอยู่แล้ว คนเราต้องทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้องไม่ว่าจะอยู่สถานะไหนก็ตาม มันก็เป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับ “น้องแม็กซ์เวลล์” ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าเรียน อีกประมาณ 2-3 เดือนก็น่าจะสรุปเรื่องโรงเรียนน้องได้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เลยว่าจะเรียนในกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด คือเรามีหน้าที่ไปรับ-ส่งน้องอยู่แล้ว พ่อน้องเขาไม่ได้ว่างตลอดเวลาดังนั้นก็ต้องดูที่เราสะดวกด้วย ก็ดูไว้ประมาณ 3-4 ที่ได้ ตอนนี้ก็มีโดนใจบ้างแต่อยู่ไกลนิดหนึ่งเลยทำให้เราคิดว่าน่าจะเช่าคอนโดใกล้ๆ โรงเรียนเพราะให้น้องตื่นตี 5 ทุกวันคงไม่ดี เราอยากให้เขาได้เอนจอยไม่อยากให้ต้องนั่งอยู่ในรถช่วงรถติด

ทางคุณพ่อคุณแม่เขาอยากให้เรียนที่ภูเก็ต เขาก็ว่าเราว่าทำไมต้องดันทุรังให้ไปเรียนในกรุงเทพฯเขาจะได้ช่วยดูให้ แต่เรารู้สึกว่าเราทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯซึ่งถ้าน้องเรียนที่นี่มันสะดวกกว่า ถ้าอยู่ภูเก็ตเราต้องบินไป-มาบ่อย เราอยากให้น้องอยู่ใกล้ๆ แต่เราก็คิดว่าถ้าอยู่ภูเก็ตน้องน่าจะแฮปปี้กว่าเพราะไหนจะบรรยากาศที่บ้านและมีครอบครัวเราอยู่ด้วย ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯที่เราจะอยู่กันแค่สองคน บอกเลยว่าเรื่องนี้ตัดสินใจยากมากจริงๆ ตอนนี้ก็เครียดมากเลย

กับพัฒนาการของน้องตอนนี้ น้องก็ซนตามวัย พูดเก่ง รู้เรื่อง เริ่มรู้จักรับผิดชอบตัวเอง ทำอะไรเองโดยที่แม่ไม่ต้องคอยเรียก อาบน้ำ กินข้าว ใส่เสื้อผ้าเอง ตอนนี้เขาเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองเพราะเขาจะเลือกเสื้อผ้าเอง อะไรที่เราเลือกให้เขาก็จะไม่เอา เวลาพาออกงานก็ด้วยความที่เขาโดนถ่ายรูปตั้งแต่ยังเด็กและอยู่ในช่วงสนุกเขาก็มีอารมณ์เบื่อๆ บ้าง ก็มีโมเม้นท์ไม่อยากถ่ายรูปบ้าง เรื่องงานก็มีติดต่อเข้ามาแต่เรารู้สึกว่าน้องยังไม่พร้อม เราก็มีคุยและลองสังเกตเขาทำให้เห็นว่าเขาไม่พร้อมที่จะรับงานขนาดนั้น เราอยากให้น้องโตและเข้าใจก่อน เราไม่อยากยัดเยียดอะไรที่เขายังเลือกเองไม่ได้ ส่วนตัวเราวางอนาคตให้น้องแบบปล่อยธรรมชาติ เราอยากให้น้องได้ลองและเรียนรู้ ส่วนเราคอยซัพพอร์ท คอยสอน และอยู่เป็นกำลังใจให้เขา

ถามว่าอยากฝากอะไรกับชาวเน็ตที่เกิดกระแสดราม่าตลอด ถามว่ากันตามศาสนาพุทธก็อยากให้ไม่ไปวิจารณ์คนอื่นโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย คนอยู่ในวงการจะเข้าใจว่าบางทางเรื่องมันไม่ได้มีอะไร แต่เราก็เข้าใจว่าพี่ๆ สื่อก็ต้องเขียนพาดหัวให้ดึงดูดด้วยเช่นกัน ก็อยากให้คนไทยอ่านหนังสือให้เกิน 7 บรรทัดเพราะถ้าอ่านแค่พาดหัวข่าวบางทีมันค่อนข้างแรง ส่วนที่คนเข้ามาวิจารณ์เราก็ไม่ซีเรียสอะไรตรงนี้ เราเองก็ไม่อยากตัดสินคนอื่นเพราะเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรกับเราด้วย เอาจริงๆ เราตามอ่านทุกคอมเม้นท์เลยนะ แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไร เรามานั่งคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นยังไง อะไรที่เขาพูดจริงเรา็เก็บมาปรับปรุงตัวเอง อะไรที่เขาชมว่าดีเราก้เก็บไว้เป็นกำลังใจ”

 

.

19436598

.

17932410

.

19121864

.

19534366

.

19764950

.

19931616

.

18581237